เกษตรกรหญิงแกร่งเมืองเจ้าพ่อพญาแล ปลูกพริกเหลืองอินโดส่งขายมาเลเซีย



สภาเกษตรกรชัยภูมิร่วมหนุนสร้างอาชีพเครือข่าย เรื่อง เสริมสิน กลิ่นจันทร์ sermsinklinchan@gmail.com

พริกเหลืองอินโด เป็นสายพันธุ์ที่นิยมปลูกในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในท้องถิ่น โดยการแปรรูปทำเป็นเครื่องแกงปรุงอาหารชนิดต่างๆ รสชาติถูกปากของคนใต้และเพื่อนบ้านมาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิบบินส์ เพราะดูได้จากกลุ่มลูกค้าผู้สั่งซื้อผลผลิตพริกเหลืองอินโดเข้ามาต่อเนื่องและมีความต้องการบริโภคทั้งปี


พริก เป็นพืชผักทางเศรษฐกิจโลก เพื่อการบริโภคและใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆมากมาย ได้แก่อุตสาหกรรมอาหารทั้งคนและสัตว์ ผลิตภัณฑ์ยาและเวชสำอางค์ จึงทำให้ความต้องการใช้พริกทั่วโลกจำนวนมาก มีการพัฒนาพันธุ์พริกหลากหลายเพื่อใช้ประโยชน์แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมการกินอยู่ของแต่ละประเทศ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตพริกในระดับต้นๆของโลกเป็นพริกเขตร้อนเช่น พริกขี้หนู พริกสวน พริกชี้ฟ้า พริกหนุ่ม ส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศทั้งในรูปของพริกสด พริกแห้งและพริกป่น รวมทั้งพริกแปรรูปต่างๆ ได้แก่ซอสพริก พริกแกง น้ำพริก เป็นต้น พริก เป็นพืชวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยอย่างมาก เป็นพืชที่อยู่คู่ครัวคนไทยมาช้านาน และยังเป็นพืชสมุนไพรใกล้ตัวที่ปลูกกินเองได้ทุกครัวเรือน จะเห็นได้ว่าจะมีพริกเกือบทุกเมนูอาหารไทยเป็นส่วนประกอบ ทำให้อาหารมีรสชาติยิ่งขึ้น ประโยชน์ของพริก คือความเผ็ดที่เกิดจากสารแคปไซซิน ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์ยา ทั้งในคนและสัตว์ สรรพคุณที่โดดเด่นของสารแคปไซซินคือ มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อ ลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดระดับน้ำตาลกลูโคส เพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย อีกทั้งยังมีการสกัดสารแคบไซซินเพื่อทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มสุกรและสัตว์ปีก ช่วยกระตุ้นให้สัตว์กินอาหารได้มากขึ้น เร่งการเจริญเติบโต และยังเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งปัจจุบันการสกัดสารแคปไซซินในบ้านเรายังผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก การค้าพริกพบว่าตลาดเติบโตขึ้นทุกปี มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์การแปรรูปทั้งพริกแห้ง พริกป่นหรือซอสพริก ประเทศคู่ค้าสำคัญได้แก่ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เยอรมนี แต่ขณะเดียวกันไทยต้องนำเข้พริกแห้งเพื่อมาใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปจากประเทศจีน อินเดียและเมียนมา มีมูลค่าสูงถึง 4,681.7 ล้านบาทในปี 2559 และ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี


คุณศศิพร ชำนาญพลหรือคุณแนน เกษตรกรผู้ปลูกพริกเหลืองอินโด อยู่บ้านเลขที่ 72 หมู่ 4 ตำบลบ้านเต่า อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ โทร 081 2698979 อีกหนึ่งเกษตรกรหญิงเหล็กลูกเจ้าพ่อพญาแล ที่มุ่งมานะทำอาชีพปลูกพริกเหลืองอินโดส่งขายลูกค้ามาเลเซียร่วมกว่า 5 ปีแล้ว ด้วยที่ทำอาชีพในท้องถิ่นบ้านเกิดไม่เหมือนใคร จึงต้องทนต่อกระแสเพื่อนบ้านที่ท้าทายอาชีพ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ล้อมรอบไปด้วยไร่อ้อย ไร่มัน น้อยนักที่จะมีคนปลูกพืชผักอิ่นๆ หรือมีบ้างเล็กๆน้อยแต่ต้องล้มเลิกไป ด้วยเหตุที่มีการใช้สารเคมีฉีดพ่นกำจัดวัชพืชที่มีออกฤทธิ์รุนแรง ส่งผลต่อการปลูกพืชล้มลุกอย่างพริก ถั่ว หรือผักกินใบในพื้นที่ใกล้เคียงต้องกระทบตายตามไปด้วย ในส่วนของตนจะกันพื้นที่ล้อมรอบด้วยผ้ามุ้งเขียวเป็นรั้วกันชน และปลูกกล้วยเป็นแนวรั้วไว้อีกด้วย คุณแนน บอกว่า ทำพริกพันธุ์นี้จะยากกว่าพันธุ์อื่นๆ เพราะเดิมเป็นพันธุ์พื้นเมืองของอินโดนีเซีย เป็นพืชที่ไม่ชอบสารเคมี จึงต้องเรียนรู้จากแหล่งเดิมที่เขาปลูกกัน ตนได้นำแร่ธาตุจากหินภูเขาไฟมาใช้ปรับสภาพดิน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี มีการใช้น้ำหมักจากพืชสมุนไพร และการนำสารชีวภัณฑ์มาผสมกับปุ๋ยคอกเพื่อใช้ในการเตรียมดินก่อนปลูกทุกครั้ง ทำให้ต้นพริกที่ปลูกเติบโต ต้านทานโรคได้ดี ปัญหากุ้งแห้ง ใบร่วง ใบด่าง ใบหงิกและรากเน่าโคนเน่า จะลดน้อยลงหรือแทบจะไม่มีเลย “อาชีพเกษตรคือความฝัน วันนี้สิ่งที่ฝันไว้มาถึงแล้ว” คุณศศิพร เล่าย้อนอดีตชีวิตจริงของตนให้ฟังว่า ชีวิตนี้มันไม่แน่นอน สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ฉันไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ฝันจะเป็นจริงได้เร็วอย่างวันนี้ จำได้ว่าชีวิตเกษตรกรที่เริ่มจับจอบจับเสียมจับมีดพร้าช่วยพ่อแม่รับจ้างตัดอ้อย สู้ชีวิตอย่างที่แสนลำบากมากับครอบครัวลูกอีสานจนๆ ความใฝฝันที่อยากได้อยากมี สารพัดอย่างที่ประดังมากระตุ้นให้ชีวิตต้องสู้ ดิ้นรนเพื่อความอยู่ดีกินดี เพื่อครอบครัว พ่อแม่ต้องมีความสุข ฉันคิดฉันหวังเมื่อ 30 ปีก่อนนั้น จนได้ปั้นความจริงตามที่ฉันหวังได้จริงๆ แต่ความหวังของฉันกว่าจะถึงวันนี้ได้มันล้มลุกคลุกคลาน ต้องสู้กับชะตาชีวิต นับจากสาวฉันทนาในโรงงาน ลูกจ้างร้านอาหาร และกระทั่งดิ้นรนบินลัดฟ้าไปหางานทำที่ประเทศนิวซีแลนด์ร่วม 10 ปี ไม่ต่างจากสาวนักสู้ชาวอีสานนับแสนคนที่ต้องไปขายแรงงานเมืองนอกเมืองนาในต่างแดน ทำงานเมืองนอกพยายามเก็บเงินเก็บทองเพื่อหวังเป็นทุนมาประกอบอาชีพที่ใจรัก เมื่อถึงเวลาจึงตัดใจบินกลับบ้านเกิดที่อำเภอบ้านแท่น ชัยภูมิ ในใจคิดว่าจะทำแปลงเกษตรปลอดสารพิษ เพราะเห็นถึงพิษภัยของสารเคมีบวกกับประสบการณ์ที่เคยใกล้ชิดกับแปลงทำสวนเกษตรที่นิวซีแลนด์ โดยเจ้าของฟาร์มจะทำเกษตรแบบธรรมชาติไม่มีการนำสารเคมีเข้ามาใช้ในแปลง จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนความคิดจากตรงนั้นนั่นเอง เริ่มทำแปลงปลูกพริกเหลืองอินโด 10 ไร่ ด้วยความรู้ที่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนชาวอินโดนีเซียที่เคยไปทำงานต่างประเทศด้วยกัน เขากลับบ้านเกิดมาพร้อมๆกัน และครอบครัวเขาปลูกพริกเป็นอาชีพหลักขายในท้องถิ่นและส่งขายให้กับลูกค้ามาเลเซีย ตลาดเขาต้องการมากไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ได้ปรึกษาทางไลน์กันตลอด และเขาได้ชวนปลูกพริกส่งให้เขาด้วย เมื่อเขาได้นำเม็ดพริกให้ดูก็ไม่ต่างอะไรกับพริกที่ปลูกทางภาคใต้บ้านเรา จึงขอซื้อพันธุ์พริกจากเขามาทดลองเมื่อ 5 ปีก่อน ได้ศึกษาแนวทางการปลูกให้ได้ผลผลิตดี ดก ปลอดโรคเหมือนอย่างที่เขาปลูกกันที่อินโดนีเซีย ได้ลองผิดลองถูกอยู่นานร่วม 2 ปี หาทุกวิธีเพื่อมาแก้ปัญหาใบหงิก ใบงอ ใบเหลือง ใบด่าง โรครากเน่าโคนเน่า กุ้งแห้ง สารพัดที่เจอปัญหา บางครั้งแทบไม่ได้ผลผลิตเลย แต่คิดว่าถ้าเราหยุดมันจะแพ้กับแนวทางเกษตรทันที เมื่อใจมันสู้ก็ไม่ยอมถอย ตั้งใจให้สำเร็จให้ได้ เพราะมั่นใจว่าถ้าทำได้ มันคือช่องทางตลาดที่เป็นทางเลือกใหม่เพื่อส่งไปขายในมาเลเซีย ซึ่งไม่ไกลมากนักสามารถส่งเป็นพริกสดได้ไม่ยากนัก


จากเริ่มต้น 3 ไร่ได้ขยับเป็น 10ไร่ ปลูกเองขายเองจนมั่นใจว่าตลาดไปได้ดี มีความต่อเนื่องทั้งปี และยังสามารถทำรายได้ให้กับครอบครัวเป็นอาชีพหลักก็ว่าได้ ประกอบกับตลาดมีความต้องการมากขึ้น ทั้งพริกสดพริกแห้ง ส่วนเรื่องราคาเราได้ทำสัญญาล่วงหน้าไว้ราคาพริกสดประกันต่ำสุด 60 บาท ส่วนพริกแห้งขึ้นกับช่วงตลาดปัจจุบัน “พริกสดที่เก็บในพื้นที่ 10 ไร่ จะแบ่งครึ่งเก็บทุก 3 วัน จะได้ผลผลิตพริกสด ประมาณ 500 กิโลกรัม จะเน้นส่งคาร์โก้ขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิหรือดอนเมือง เพื่อส่งไปรวมกันที่หาดใหญ่ โดยผู้รับซื้อจะรวบรวมคัดพริกส่งอีกต่อหนึ่ง เราไม่ต้องกังวลเรื่องที่ขาย มีเท่าไรลูกค้ารับหมด อีกอย่างคือเราขายได้ราคาล่วงหน้า ถ้าเราคัดพริกสวย ไม่เน่า ไม่มีหนอน ไม่อ่อนเกินไป นั่นคือราคาที่ได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าดีใจ” คุณศศิพรหรือคุณแนน บอกว่าตอนนี้มีกลุ่มเกษตรกรหลายราย มาดูงานที่แปลงปลูกแล้วขอเข้าร่วมโครงการด้วยแล้วกว่า 200 ไร่ ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ชัยภูมิ เพราะเน้นการดูแลแปลงได้สะดวก ผลผลิตที่ได้คุณภาพ มีการติดตามผลได้อย่างใกล้ชิด และจะเปิดรับผู้สนใจเข้าร่วมปลูกพริกเหลืองอินโดเพิ่มตามความต้องการตลาด สามารถเปิดรับได้ไม่เกิน 500 ไร่ต่อเดือน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผลผลิตล้นตลาด รักษาฐานราคาประกันไว้ให้พอดีกับความต้องการของผู้บริโภค และที่สำคัญผู้ปลูกยังได้ราคาขายพริกสดได้ราคาดีทั้งปีอีกด้วย ด้วยความตั้งใจดำเนินการด้านการตลาดโดยเน้น การตลาดนำการผลิต ซึ่งนับเป็นเจ้าแรกที่ส่งเสริมการปลูกพริกเหลืองอินโดด้วยการประกันราคา หรือการนำหลักการตลาดซื้อขายล่วงหน้ามาใช้ในการส่งเสริมเกษตรกรให้มีหลักประกันที่จะรู้ราคาล่วงหน้าก่อนวางแผนการปลูกพริก ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดและได้ราคาที่น่าพอใจ ด้านคุณณัฐวุฒิ ธิสา หัวหน้าส่วนยุทธศาสตร์การเกษตร สภาเกษตรกรจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า ทางสภาเกษตรกรจังหวัดชัยภูมิได้ร่วมกันกับเครือข่ายอาชีพในจังหวัดชัยภูมิ ให้ความสนใจเพื่อร่วมกันผลักดันสร้างกลุ่มปลูกพริกเหลืองอินโด เพื่อขยายผลสู่เกษตรกรรองรับกับความต้องการของตลาด เพราะจากการติดตามผลการดำเนินงานในเครือข่ายอาชีพผู้ปลูกพริก ส่วนใหญ่ให้ความสนใจ ทางตนจึงได้จัดทำโครงการปลูกพริกเหลืองอินโดส่งออก โดยร่วมกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนตลาดเกษตรลอยฟ้า เพื่อจัดประชุมให้ความรู้กับเกษตรกรผู้สนใจอีกทางหนึ่งด้วย คุณณัฐวุฒิหรือคุณโหน่ง ได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการปลูกพริกเหลืองอินโดดังนี้ วัตถุประสงค์/เป้าหมาย เพื่อสร้างอาชีพและเสริมรายได้ในครัวเรือนตามแนวทางการตลาดนำการผลิต พื้นที่เป้าหมายการส่งเสริม เกษตรกรจังหวัดชัยภูมิ กำหนดพื้นที่ไว้ 500 ไร่ ต่อรอบการปลูกต่อเดือน ใน 1 ปีจะส่งเสริมแบบหมุนเวียนได้ประมาณ 6,000 ไร่ราคาประกันกำหนดขั้นต่ำ 60 บาทต่อกิโลกรัมพริกสด ราคาหน้าแปลง ผลผลิตต่อไร่ 2,000 -2,700 กิโลกรัมต่อไร่ประมาณการรายได้ต่อรอบการปลูก 6 เดือน 120,000 ถึง160,000 บาท การลงทุนการปลูกพริกเหลืองอินโด อาทิค่าไถ ค่าปรับปรุงดิน ค่าสารชีวภาพ ค่าพันธุ์ ค่าระบบน้ำ ส่วนแรงงานนั้นเน้นในครัวเรือน หากเกษตรกรมีปัจจัยการผลิตในเบื้องต้นบ้างแล้ว การลงทุนไม่น่าจะเกิน 6,000 บาทต่อไร่ การเตรียมแปลงปลูกจะแนะนำให้ไถยกร่อง ระยะปลูกระหว่างต้น 80 ซม.ระหว่างร่อง 1.50 ม.พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ไม่เกิน 2,000 ต้น พริกพันธุ์นี้จะมีทรงพุ่มใหญ่ ก่อนปลูกให้ใช้สารปรับสภาพดินผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ หว่านบนร่องปลูกให้ทั่วแปลง หลังจากนั้นฉีดพ่นด้วยน้ำหมักผสมเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าหรือราเขียวให้ชุ่มแปลง รดน้ำให้เปียกหมักดินไว้ก่อนย้ายกล้าปลูกอย่างน้อย 3 วัน หลังจากปลูกแล้ว 10 วัน ให้ใช้แร่ธาตุทีสปริง(แร่ภูเขาไฟ) อัตราส่วน 50กรัมผสมปุ๋ย 15-0-0 อัตราส่วนเท่ากัน ผสมน้ำ 20ลิตร ฉีดพ่นช่วงเย็นทุก 5 วัน เมื่ออายุพริกได้ 40 วัน ให้เติมสูตรเสมอ 16-16-16 อัตราส่วน 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อเร่งการเติบโต ส่วนการป้องกันโรคจะใช้สารชีวภัณฑ์ อาทิไตรโคเดอร์ม่า ป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า โรคกุ้งแห้ง ใบด่างใบเหลือง ใบหงิก ส่วนบิวเวอร์เรียจะใช้ป้องกันแมลงตัวเล็กๆ เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง แมงหวี่ขาว ส่วนเชื้อบีที จะใช้ป้องกันหนอนเจาะ หรือแมลงปากดูด ทั้งนี้จะใช้สลับกันตามช่วงอายุของพริก โดยการละลายน้ำผ่านระบบน้ำไปพร้อมๆกันได้บ่อยๆจะได้ผลดีมาก จะทำให้ต้นพริกเหลืองอินโดเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตดก ทำให้เก็บพริกได้นานหรือเก็บทุก 5 วัน ร่วมปีทีเดียว อย่างไรก็ดีขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของดินและสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ ด้านการตลาด คุณโหน่ง บอกว่าความต้องการพริกเหลืองอินโด ที่ติดต่อตลาดล่วงหน้าไว้กับผู้ซื้อส่งออกไปประเทศมาเลเซียเป็นพริกสด มีความต้องการไม่น้อยกว่า 5,000 กิโลกรัมต่อวัน หรือต้องใช้พื้นที่ปลูกอย่างน้อย 500 ไร่ต่อเดือน เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค โดยเก็บพริกสดขายได้ทั้งปี ในราคาที่ตกลงกันไว้ขั้นต่ำ 60 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนการสนับสนุนหาแหล่งเงินทุนนั้น ทางสภาเกษตรกรจังหวัดชัยภูมิจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ อาทิการสนับสนุนปัจจัยการผลิตเบื้องต้นที่หนุนช่วยให้เกิดอาชีพสร้างรายได้ในชุมชนตามลำดับต่อไป ม.ราชภัฏชัยภูมิพร้อมหนุนกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายอาชีพ ดร.รัศมีเพ็ญ นาครินทร์ คณบดี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ กล่าวว่า ในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิได้เล็งเห็นถึงการสร้างอาชีพชุมชน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน”ชัยภูมิโมเดล”ร่วมสร้างเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางของการพัฒนาท้องถิ่นอันสอดคล้องกับการพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏเคียงคู่ชุมชน พร้อมสนับสนุน ให้เกิดการต่อยอดในภาคการตลาดที่กว้างขวางขึ้น มีความต่อเนื่องและยั่งยืนในกลุ่มอาชีพดังกล่าว “คณะบริหารธุรกิจ ม.ราชภัฏชัยภูมิพร้อมที่จะช่วยเป็นที่ปรึกษา อาทิให้ความรู้ด้านการจัดการธุรกิจชุมชน การตลาด ตลอดจนการนำนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หรือการสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคอีกด้านหนึ่งด้วย” ดร.รัศมีเพ็ญกล่าวและบอกว่า หากกลุ่มเกษตรกร กลุ่มธุรกิจท้องถิ่นหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ต้องการขอคำปรึกษาสามารถติดต่อได้ที่ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โทร 044-815-111 ต่อ 3100 (ดร.เจี๊ยบ)

ดู 33 ครั้ง0 ความคิดเห็น